วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ “วัดพระแก้ววังหน้า” เป็นวัดเก่าในพื้นที่พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า” บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า กรุงเทพฯ ปกติพระอุโบสถไม่ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมเป็นประจำ แต่ช่วงนี้กรมศิลปากรเปิดให้เข้าชมเป็นกรณีพิเศษ ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569

พอรู้ว่าเป็นโอกาสที่หาชมไม่ง่าย เราเลยลองมา

วันที่ไปมีรอบบรรยายพาชมจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถด้วย คนพาชมเป็นน้องจากคณะโบราณคดี เล่าได้สนุกและชวนดูรายละเอียดที่ถ้าเดินเองน่าจะพลาดไปเยอะ ตั้งแต่ตัวอาคาร พระประธาน วิธีเขียนจิตรกรรม ไปจนถึงการชวนดูงานจากวัดอื่น ๆ มาเปรียบเทียบกัน

จากตอนแรกที่ตั้งใจมาเพราะ “ปกติเขาไม่ค่อยเปิด” กลายเป็นว่าข้างในมีเรื่องให้ดูเยอะกว่าที่คิดมาก

วัดพระแก้ววังหน้าคืออะไร?

วัดพระแก้ววังหน้า คือชื่อที่ใช้เรียกวัดบวรสถานสุทธาวาส วัดซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า” และสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

ถ้าเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ พระบรมมหาราชวังมีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ “วัดพระแก้ว” อยู่ภายในเขตพระราชวัง ส่วนวังหน้าก็มีวัดบวรสถานสุทธาวาสอยู่ในเขตวังเช่นกัน จึงเป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า “วัดพระแก้ววังหน้า”

ด้วยความที่เป็นวัดในเขตพระราชวัง ที่นี่จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

แต่คำว่าไม่มีพระจำพรรษาไม่ได้หมายความว่าพระอุโบสถถูกทิ้งไว้เฉย ๆ ปัจจุบันยังใช้ในพิธีสำคัญ โดยเฉพาะ พิธีไหว้ครู พิธีครอบครู และพิธีมงคลของนาฏศิลปินและดุริยางคศิลปิน ซึ่งเข้ากันดีกับพื้นที่รอบ ๆ ที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยงานและสถาบันด้านศิลปวัฒนธรรม

วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า

ก่อนจะเป็นวัดพระแก้ววังหน้า ที่นี่เคยเป็น “วัดหลวงชี”

เรื่องของพื้นที่นี้ย้อนกลับไปก่อนตัววัดที่เห็นในปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 1 บริเวณนี้เคยเป็น “วัดหลวงชี” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 วัดทรุดโทรมจึงถูกรื้อ และพื้นที่ถูกเปลี่ยนเป็นสวนเลี้ยงกระต่าย

จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ โปรดให้สร้างวัดขึ้นใหม่เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเกี่ยวเนื่องกับการเสด็จยกทัพไปปราบกบฏเวียงจันทน์

เดิมพระอุโบสถมีพระดำริให้สร้างเป็น ยอดปราสาท แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดให้สร้าง เพราะไม่มีธรรมเนียมสร้างยอดปราสาทในพระราชวังบวรสถานมงคล จึงเปลี่ยนมาเป็นอาคาร ทรงจัตุรมุข หรือมีมุขยื่นออกทั้งสี่ด้านอย่างที่เห็นทุกวันนี้

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทิวงคตก่อนการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ งานบางส่วนจึงได้รับการดำเนินต่อในสมัยรัชกาลที่ 4

ตรงนี้เป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้ก่อนดูงานข้างใน เพราะสิ่งที่เราเห็นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดในช่วงเวลาเดียว

พระประธานกับวิธีจัดพื้นที่ที่น่าลองสังเกต

พระประธานภายในเป็นพระพุทธรูปยืน ปางประทานอภัย สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ

แต่สิ่งที่เราสนใจไม่แพ้องค์พระ คือวิธีจัดพื้นที่รอบ ๆ

พระอุโบสถหลังนี้ทั้งกว้างและสูงมาก ถ้าวางพระพุทธรูปไว้กลางพื้นที่ขนาดนี้เฉย ๆ องค์พระอาจดูเล็กลงได้ แต่สิ่งที่เห็นคือมีการยกองค์พระขึ้นบนฐาน มีฉากและงานประดับด้านหลัง รวมถึงการใช้สีและทองช่วยแยกองค์พระออกมาจากพื้นที่รอบ ๆ

พอยืนมองจากระยะไกล สายตาเลยยังกลับไปหาองค์พระทันที

ตรงนี้ไม่มีหลักฐานที่บอกตรง ๆ ว่าช่างตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องสัดส่วนด้วยวิธีนี้ แต่ ถ้ามองในเชิงการออกแบบ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของช่างในการจัดการกับขนาดของพื้นที่และระยะการมอง

พอมองแบบนี้ ของที่ตอนแรกดูเหมือนมีไว้ประดับอย่างเดียวก็เริ่มมีเหตุผลของมันขึ้นมา

จิตรกรรมฝาผนังที่ควรค่อย ๆ ดู

จิตรกรรมภายในพระอุโบสถเป็นอีกเหตุผลที่ควรเผื่อเวลาไว้เยอะหน่อย

เนื้อหาหลักเกี่ยวข้องกับ ตำนานพระพุทธสิหิงค์ รวมถึงอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ส่วนหลังบานประตูหน้าต่างมีภาพเทพเจ้าฮินดู

กรมศิลปากรจัดจิตรกรรมภายในพระอุโบสถเป็นงานสมัยรัชกาลที่ 4 ขณะที่ฐานข้อมูลศิลปกรรมของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างในช่วงรัชกาลที่ 3-4 และมีช่างหลายคนร่วมกันเขียน

ในช่วงที่ฟังบรรยาย มีข้อมูลที่น่าสนใจหลายจุด เช่น ข้อสังเกตหนึ่งที่ใช้พิจารณาช่วงเวลาของงาน คือรายละเอียดทางศิลปกรรม เช่น ลวดลายดอกไม้บนจีวรของพระพุทธรูปในภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่ใช้ชวนดูความเชื่อมโยงกับงานช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะเดียวกัน งานบางส่วนก็มีการดำเนินต่อหรือได้รับการเติมเต็มในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงทำให้ภาพรวมของจิตรกรรมสะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างสองรัชกาล

หนึ่งในครูช่างที่มีการระบุชื่อไว้คือ พระอาจารย์แดง วัดหงส์รัตนาราม ผู้เขียนภาพชนช้างบริเวณมุขตะวันออกเฉียงเหนือ

ทำไมวัดนี้ถึงเขียนเรื่องพระพุทธสิหิงค์?

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เคยมีพระราชดำริจะอัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐานที่นี่ มีทั้งการเตรียมฐานชุกชีสำหรับตั้งบุษบก และเขียนเรื่องราวบนผนังรองรับไว้แล้ว

แต่สุดท้ายพระพุทธสิหิงค์ไม่ได้ย้ายมา และยังคงประดิษฐานอยู่ที่ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

เลยกลายเป็นว่า สิ่งที่เห็นอยู่บนผนังทุกวันนี้เหมือนเป็นร่องรอยของแผนที่เตรียมไว้ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

เรื่องนี้ทำให้ชื่อ “วัดพระแก้ววังหน้า” น่าสนใจขึ้นอีกชั้น เพราะพระพุทธรูปสำคัญที่ครั้งหนึ่งเคยมีแผนจะนำมาประดิษฐานภายในวัด กลับไม่เคยย้ายเข้ามาจริง ๆ

จิตรกรรมไทยที่เริ่มมีมิติแบบตะวันตก

อีกอย่างที่ควรสังเกตคือวิธีวาดภาพ

นอกจากรูปแบบจิตรกรรมไทยประเพณีแล้ว บางฉากเริ่มมี ระยะใกล้–ไกล ความลึก และมุมมองแบบตะวันตก เข้ามาปะปน

ในภาพเดียวกันจึงอาจเห็นทั้งสถาปัตยกรรมไทย จีน และตะวันตกอยู่ด้วยกัน

อย่างฉาก กรุงลังกา เองก็มีอาคารที่หน้าตาออกไปทางตะวันตก ซึ่งพอรู้บริบทแล้วทำให้ภาพพวกนี้น่าสนใจขึ้นมาก เพราะมันไม่ได้บอกแค่เรื่องในตำนาน แต่ยังทำให้เราเห็นว่าคนในอดีตช่วงนั้นกำลังรับรู้โลกภายนอกกันแบบไหน

การใส่รายละเอียดของอาคาร หรือตราของตะวันตกบนภาพวาด หรือการลองวาดในมุมมองใหม่ๆ มีการใส่หมอก ควัน เข้าไปซึ่งแตกต่างจากงานในยุคสมัยก่อนๆ ทำให้งานจิตรกรรมภายในวัดพระแก้ววังหน้านี้น่าสนใจขึ้นไปอีก

วัดพระแก้ววังหน้ากับร่องรอยสงครามโลกครั้งที่ 2

อีกเรื่องที่ทำให้การได้เห็นพระอุโบสถวันนี้น่าสนใจขึ้น คือพื้นที่ตรงนี้เคยผ่านสงครามมาแล้ว

ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 พื้นที่วังหน้าได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศ วัดบวรสถานสุทธาวาสและอาคารใกล้เคียงได้รับความเสียหาย อาคารบางส่วนรอบพระอุโบสถถูกทำลายหรือถูกรื้อออกในเวลาต่อมา

พระอุโบสถเองก็ได้รับความเสียหาย และต้องมีการซ่อมแซมเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนเข้ามาทำลายจิตรกรรม ก่อนจะผ่านการบูรณะอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา

เพราะฉะนั้นภาพของวัดที่เห็นวันนี้ไม่ได้เหมือนกับเมื่อเกือบ 200 ปีก่อนทั้งหมด

แต่สิ่งสำคัญอย่างพระอุโบสถและจิตรกรรมจำนวนมากยังอยู่

พอรู้ตรงนี้แล้วกลับไปมองผนังอีกที ความรู้สึกก็ต่างออกไปเหมือนกัน


วัดพระแก้ววังหน้าเปิดถึงเมื่อไหร่?

วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมเป็นกรณีพิเศษตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม–20 กันยายน 2569 เวลา 09.00–16.00 น. เปิดทุกวันและเข้าชมฟรี

ข้อมูลการเข้าชมวัดพระแก้ววังหน้า

📍 วัดบวรสถานสุทธาวาส บริเวณสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรุงเทพฯ
🗓️ เปิดพิเศษ 12 สิงหาคม – 20 กันยายน 2569
⏰ 09.00–16.00 น. ทุกวัน
🎟️ เข้าชมฟรี
📷 ถ่ายภาพได้ แต่งดใช้แฟลชและห้ามสัมผัสจิตรกรรม
🗣️ มีรอบบรรยายพาชมภายในพระอุโบสถ โดยมีการปรับจำนวนรอบตามวัน แนะนำเช็กรอบล่าสุดจากกรมศิลปากรก่อนเดินทาง

อัปเดตข้อมูล: 27 สิงหาคม 2569

ถ้ามีโอกาสช่วงนี้ เราว่าน่าไป

ตอนแรกเหตุผลที่มาง่ายมาก — เพราะเป็นวัดที่ปกติไม่ได้เปิดให้ชมบ่อย ๆ

แต่พอได้เข้าไปจริง สิ่งที่น่าสนใจกว่าความหาชมยากคือรายละเอียดข้างใน

ตั้งแต่เรื่องของวังหน้า งานช่างในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วิธีจัดพระประธาน จิตรกรรมที่เริ่มรับวิธีมองแบบตะวันตก เรื่องของพระพุทธสิหิงค์ ไปจนถึงร่องรอยของสงครามและอาคารต่างยุคที่ค่อย ๆ เข้ามาอยู่รอบวัด

ถ้าไปได้ แนะนำให้เข้ารอบบรรยายด้วย เพราะรายละเอียดบนผนังมีเยอะมาก และหลายอย่างถ้าไม่มีใครชี้ให้ดู เราอาจเดินผ่านไปเฉย ๆ

บางทีสิ่งที่ทำให้วัดนี้น่าสนใจที่สุด อาจไม่ใช่แค่สิ่งที่ยังเหลืออยู่ แต่รวมถึงเรื่องของสิ่งที่เคยอยู่ สิ่งที่ตั้งใจจะสร้าง และสิ่งที่เปลี่ยนไปตามเวลา

คำถามเกี่ยวกับวัดพระแก้ววังหน้า

วัดพระแก้ววังหน้ากับวัดพระแก้วเป็นที่เดียวกันไหม?

ไม่ใช่ วัดพระแก้ววังหน้าคือ วัดบวรสถานสุทธาวาส ในพื้นที่วังหน้าเดิม ส่วนวัดพระแก้วที่อยู่ภายในพระบรมมหาราชวังคือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ทำไมวัดพระแก้ววังหน้าไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา?

เพราะสร้างขึ้นเป็นวัดภายในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล เช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งเป็นวัดในเขตพระบรมมหาราชวัง จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

ปัจจุบันวัดพระแก้ววังหน้าใช้ทำอะไร?

นอกจากการเปิดให้ชมในโอกาสพิเศษแล้ว พระอุโบสถยังใช้สำหรับพิธีสำคัญ โดยเฉพาะพิธีไหว้ครู ครอบครู และพิธีมงคลที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลปินและดุริยางคศิลปิน

ไปวัดพระแก้ววังหน้าควรดูอะไร?

จุดที่ไม่ควรพลาดคือพระอุโบสถทรงจัตุรมุข พระประธานปางประทานอภัย จิตรกรรมตำนานพระพุทธสิหิงค์ ภาพที่แสดงอิทธิพลการเขียนแบบตะวันตก ภาพเทพเจ้าฮินดูหลังบานประตูหน้าต่าง และอาคารหลายยุครอบวัด


ฝากติดตามทริป และกิจกรรมของเราผ่านทาง www.rovetune.com เราตั้งใจว่าหลังจากห่างหายไปนาน

เราจะกลับมาอัพเดตเรื่องราวที่เราสนใจอีกครั้ง และบ่อยขึ้นครับ 🙂

**เนื้อหาในบทความหากมีส่วนที่ผิดพลาด สามารถชี้แนะได้นะครับ ยินดีแก้ไขเพื่อความถูกต้องที่สุดครับ

อ้างอิง

กรมศิลปากร — วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล)
ประวัติพื้นที่วัดหลวงชี การสร้างวัดในสมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ รูปแบบพระอุโบสถ พระประธาน และการดำเนินงานต่อในสมัยรัชกาลที่ 4

กรมศิลปากร สำนักโบราณคดี — วัดบวรสถานสุทธาวาส
ข้อมูลสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ตำนานพระพุทธสิหิงค์ และอิทธิพลการเขียนภาพแบบตะวันตก

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) — จิตรกรรมเรื่องพระพุทธสิหิงค์ วัดบวรสถานสุทธาวาส
ข้อมูลการกำหนดอายุจิตรกรรมช่วงรัชกาลที่ 3–4 และข้อมูลครูช่าง

กรมศิลปากร — อาคารสำนักงาน 3 หลังใกล้วัดบวรสถานสุทธาวาส
ข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ — โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่วัดบวรสถานสุทธาวาส
ข้อมูลแนวทาง “เปิดมุมมองวัดบวรสถานสุทธาวาส”

กรมศิลปากร — กิจกรรม “รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์”
ข้อมูลการเปิดเข้าชมพิเศษ 12 สิงหาคม–20 กันยายน 2569 และข้อมูลรอบนำชม

มหาวิทยาลัยศิลปากร — การวิเคราะห์จิตรกรรมฝาผนังเรื่องอดีตพระพุทธเจ้าในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส
งานศึกษารูปแบบจิตรกรรม การใช้ทัศนียวิทยา (Perspective) ความสมจริง และการผสมผสานระหว่างจิตรกรรมไทยประเพณีกับเทคนิคตะวันตก